ติดสุข
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๙๐. เรื่อง “กิเลสในรูปความสบายในจิต”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูนั่งสมาธินับพุทโธไปเรื่อยๆ จนได้ประมาณครบพัน จิตก็เกิดความสงบ มีความสุขและสบาย จนสามารถอยู่กับอาการเข่าอักเสบที่ทำให้เดินไม่ได้ แต่เมื่อเกิดความสบายทำให้หนูประหม่าและถอยกำลังสติไปตอนไหนไม่รู้ตัว รู้สึกอีกที จิตไปอยู่กับพุทโธและเริ่มฝัน รู้สึกตัวขาดๆ หายๆ (หลับในสมาธิ) หนูเลยออกมาจากสมาธิ เพราะกลัวจิตมันชินกับการหลับ ก่อนออก หนูพยายามเร่งพุทโธถี่ๆ แล้ว แต่มันกลับมาไม่ได้ เมื่อตื่นมาอาการปวดน้อยลงมาก และเดินไปห้องน้ำเองได้
เมื่อกลับมาภาวนาอีกครั้ง บังเอิญเจอเทศน์หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านเล่าว่า กิเลสจะมา ๒ แบบก่อนจิตรวมคือ
๑. ฟุ้งซ่าน เข้าสมาธิยาก
๒. ถ้าวันไหนสติดีๆ จะมาในคราบความสบาย ทำให้ผู้ปฏิบัติถอนจากความเพียรไป เลยเข้าใจว่าตัวเองแพ้กิเลสราบคาบในวันนี้
คำถาม ถ้าหากเจอความสบายหลังจากที่สติดีมากๆ ก่อนที่จิตจะได้รวม ต้องสู้โดยเอาแง่ธรรมประเภทไหนมาใช้จึงจะก้าวผ่าน เพราะหนูไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้บ่อยเลยค่ะ ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยแนะนำด้วย
ตอบ : อันนี้คำถามเนาะ คำถามว่า ทำสมาธิได้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป
นี่ไง ทำสมาธิๆ ไง ทำสมาธิ เห็นไหม หนูนั่งสมาธิพุทโธไปเรื่อยๆ นับจนได้ครบพันครั้ง
โอ้โฮ! ให้รางวัลที่ ๑
นับไปเรื่อง นับ ๑ นับ ๒ นับ ๓ ก็ได้ พุทโธๆ ก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ขอให้มีคำบริกรรม มีการกระทำ ถ้ามีการกระทำ เราทำ ให้จิตมันทำงาน
ส่วนใหญ่แล้วเขาไม่พุทโธ เขาไม่นับ เขากำหนดเฉยๆ เขาดูเฉยๆ เขาเพ่งเฉยๆ แล้วก็หลับหมดน่ะ แล้วหลับอย่างนั้น พลังสมาธิๆ มันมีพลังที่ไหน มันนอนหลับ แล้วตื่นมามันก็ เออ! ก็ฉันเป็นคนปฏิบัติ
มันแค่เอาว่าฉันเป็นคนดี ฉันเป็นนักปฏิบัติ หรือฉันจะทำคุณงามความดี แล้วก็ชื่นชมความดีของตน ก็แค่นั้นเอง
แต่ถ้าเป็นความจริงๆ นะ ถ้าจะทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ ถ้าใจมันสงบระงับ เห็นไหม คำถามนี้
กิเลสมาในรูปของความสบาย เวลาจิตมันเริ่มปล่อยวาง มันเริ่มมีความสุขของมัน ถ้าจะเป็นสมาธิ มันต้องเป็นอย่างนี้
มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร
เพราะเราสบาย เรารู้ว่าเราสบาย แล้วเรารู้ด้วยว่ามันเป็นสมาธิ แล้วเวลาสมาธิ มันควบคุมได้ไง
หนูพยายามทำสมาธิ ทำถี่ๆ ถี่ๆ เพื่อจะให้มันลึกเข้าไปอีก
เพราะทำถี่ๆ เพราะเพื่ออยากจะให้มันลึกเข้าไปอีก เพราะอยากได้ไง
ไอ้ทำถี่ๆ มันถูกแล้วแหละ แต่หนูก็ทำถี่ๆ ถี่ๆ แล้วก็คือถี่ๆ ก็อยู่กับปัจจุบันไง มันจะเป็นหรือมันไม่เป็นมันอยู่ที่วาสนา มันอยู่ที่ว่าสมาธิ มันอยู่ที่กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ถ้ากิเลสอย่างหยาบๆ นะ มันตีโพยตีพายนะ ให้ทำอะไรไม่ได้ ถ้าอย่างกลางนะ มันพอจะมีสติปัญญาต่อสู้กัน ถ้าอย่างละเอียดก็หลับไปเลย
แล้วกิเลสนะ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด แล้วอย่างไหนเกิดก่อนล่ะ
ฉะนั้น การทำความสงบของใจ การทำสมาธิ เวลาในวงกรรมฐานไง สิ่งที่ทำสมาธิๆ โดยธรรมชาตินะ ถ้าบอกว่าทำสมาธิแล้วมีสมาธิ มนุษย์เรามีสมาธิในระดับของปุถุชน ถ้าไม่มีสมาธินะ คนที่สมาธิสั้น สมาธิยาว เราเด็ก เห็นไหม เด็กสมาธิสั้นมันควบคุมตัวมันไม่ได้เลย แล้วอย่างพวกเรา เรามีสติ เราฝึกหัดจนเป็นเรื่องปกติไง มันก็เลยบอกว่า เราไม่มี เราไม่มี
มันมีสมาธิมันถึงควบคุมตัวเองได้ แต่เป็นสมาธิของมนุษย์ เป็นสมาธิของปุถุชนไง แล้วนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์เขาจะมีสมาธิหนักแน่นกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป เพราะบุคคลธรรมดาทั่วไปทำอะไรทำด้วยความสบายใจ ทำด้วยความเคยชิน แต่นักวิทยาศาสตร์เขาทดสอบ เขาวิเคราะห์ เขาเพ่งของเขา เขาต้องตั้งสติของเขา เพราะเขาจะทำงานของเขา คืองานและหน้าที่ การฝึกฝน การใช้ชีวิตของเขาอย่างนั้น ทำให้เขาเป็นคนที่ว่าละเอียดรอบคอบ คอยสังเกต เพราะเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เห็นไหม สมาธิเขาก็ดีกว่าคนทั่วไป นี่ทางโลกนะ แต่ในการประพฤติปฏิบัติ อย่างนี้เป็นสมาธิของปุถุชน ปุถุชน กัลยาณชน
ทำไมถึงปุถุชนล่ะ
เพราะนักวิทยาศาสตร์นี้คืองานของเขาไง มันเป็นงานของเขา เป็นผลประโยชน์ของเขา ถ้ามันผลเป็นประโยชน์ของเขา เขารักษาผลประโยชน์ของเขา เขาก็ตั้งใจของเขา แต่โดยคนทั่วไปนะ เขาทำงานมันสำเร็จได้ เป็นงานประสบความสำเร็จได้ เขาก็ทำของเขาแค่นั้น ก็ผลประโยชน์เขาแค่นั้น
ไอ้นี่มันทำเพื่อผลประโยชน์ไง ถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ มันก็เพื่อถ้าประสบความสำเร็จมันก็มีความสุข นี่ไง เกิดจากอามิสไง เกิดจากหน้าที่การงาน เกิดจากอามิส
ทีนี้เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะทำสมาธิๆ เราทำเพื่อใคร
เราทำนะ เวลาประพฤติปฏิบัติที่ล้มลุกคลุกคลาน เราจะบอกว่าให้ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันไม่ใช่ผลประโยชน์ของใคร มันเป็นสาธารณะ ถ้ามันเป็นสาธารณะ
แต่สาธารณะ สาธารณะที่ว่าธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะก็เป็นสาธารณะ แต่ไม่ใช่ของเรา แต่เวลาเราทำเพื่อสาธารณะ ทำเพื่อสัจจะ เพื่อความจริง แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นของเรา
มันเป็นของเราตรงไหน
มันเป็นของเราตอนที่มันสุข ที่มันสบายนี่ไง ถ้ามันสุข มันสบาย สมาธิก็คือสมาธิ
ฉะนั้น ทำความเข้าใจ เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติฝึกหัด สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน มันอยู่ที่วาสนานะ คำว่า “วาสนา” เห็นไหม อจินไตย ๔ ฌานเป็นอจินไตยเลยล่ะ อจินไตย ๔ แล้วอยู่ที่วาสนาของคน
ถ้าวาสนาของคนนะ อย่างพาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย แล้วเราก็คิดว่าเราจะเป็นอย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้น แล้วมันเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ
เวลามันเป็น มันก็เป็นความเข้าใจเฉยๆ มันจะเข้าไปถึงจิตของตน เข้าไปแก้กิเลสของตน เอามาจากไหน ขนาดที่ว่าย้ำคิดย้ำทำ พยายามทำของเรา จ้ำจี้จ้ำไช มันยังไม่ได้เลย แล้วเอาอย่างนั้น เอาคติอย่างนั้นมาเป็นเป้าหมาย แล้วการประพฤติปฏิบัติมันไม่เหลวไหลหรือ
ถ้าการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันจะเป็นจริงขึ้นมา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี คนที่ประพฤติปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ถ้าเรา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระอานนท์ไง
“อานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่หน”
๕ หน ๑๐ หนก็แล้วแต่ จะพูดขนาดไหน นั่นเป็นความอนุมานของคนที่คิดว่าเป็นความชอบธรรม แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกทั่วไป ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ให้ประมาท ไม่ให้ขาดสติ ให้มีความคุ้มครองดูแลตนตลอดไป
นี่พูดถึงว่าเริ่มต้นจากวาสนาของคนนะ
ทีนี้เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาหลวงปู่มั่น ในประวัติหลวงปู่มั่น เวลาท่านรับลูกศิษย์ของท่าน ท่านจะสังเกตลูกศิษย์ของท่านไง แล้วถ้าลูกศิษย์ของท่านองค์ใด หรือผู้ที่มีอำนาจวาสนาองค์ใด เห็นไหม
ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะฟังเทศน์พระอัสสชิเป็นพระโสดาบัน จะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเข้าไปหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “นั่นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาเรามาแล้ว”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านย้อนดูว่าใครสร้างอำนาจวาสนา เขามีอำนาจวาสนา เขาทำได้ เขามีหน้าที่ การปฏิบัติของเขาเป็นเรื่องปกติธรรมดาของเขา คือเขาทำเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ธรรมดาเพราะเขาได้สร้างอำนาจวาสนาอย่างนั้นมา
แล้วคนที่ไม่ได้สร้างอำนาจวาสนาอย่างนั้นมา อู้ฮู! นั่นมันงานยิ่งใหญ่ อู๋ย! นี่มันงานลำบาก อู๋ย! นั่นมันงานเกินกว่าเหตุ ไอ้นี่มันสิ่งเป็นไปไม่ได้
ถ้าไม่มีวาสนามันคิดไปอยู่นู่นน่ะ มันคิดว่าสุดกำลังของมันไง มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาไง แต่เวลาคนที่เขามีวาสนานะ มันเรื่องธรรมดา เป็นหน้าที่ เขาทำของเขา
นี่ก็เหมือนกัน เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเวลาท่านรับลูกศิษย์ไว้แต่ละองค์ๆ แล้วองค์ไหนท่านรับไว้แล้วนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าให้ฟังเอง
เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น องค์ใดภาวนาไม่เป็น ท่านก็เมตตาสงสารให้อยู่ได้ด้วย แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้เป็นจริตเป็นนิสัยของเขา แล้วถ้าองค์ไหนภาวนาเป็น ภาวนาได้ไง อย่างเช่นหลวงตาพระมหาบัว เจอเป็นเข่นเลยนะ
ท่านบอก ถ้ามีบุคคลที่ ๓ อยู่ ๒ องค์ ทั้งหลวงปู่มั่นและหลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นสุภาพบุรุษ ท่านเป็นสัตว์อาชาไนย ท่านไม่พูดสะเปะสะปะให้คนอื่นได้ยินหรอก
หลวงตาท่านพูดนะ ถ้ามีบุคคลที่ ๓ อยู่นะ ท่านก็พูดไปเรื่องการปกครอง เรื่องในวัด เรื่องหมู่คณะ แต่ถ้าอยู่ตัวต่อตัวเมื่อไหร่ ทันที ไม่ท่านเริ่มก่อน ก็หลวงปู่มั่นเริ่มก่อน ถ้าอยู่กันตัวต่อตัว ธรรมะละเอียด จะหยาบอย่างไร ท่านทันทีเลย
แล้วเวลาท่านสังเกตของท่าน เห็นไหม เช่น มันไม่มีนะ ถ้าองค์ใดถ้าไม่มีความสำคัญนะ หลวงปู่มั่นท่านก็ดูแลเป็นหมู่เป็นคณะ ไม่ใช่รังเกียจใครทั้งสิ้น ใครจะไปแก้อดีตได้ ใครจะหมุนกาลเวลากลับไปสู่อดีตชาติ แล้วไปตบแต่งให้เขามีวาสนา มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเขาไม่มีวาสนา มันก็เท่านั้นแหละ คนไม่มีวาสนามันรู้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้อยู่อย่างนั้นแหละ แต่ถ้าคนมีวาสนา ท่านรอเลย อย่างเช่นหลวงตาพระมหาบัว
หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าไง “จะมีพระแบบท่านเจี๊ยะ แต่ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ จะมาหาเรา มาแล้ว แต่ยังไม่เข้ามาหาเรา พระองค์นี้จะดีทั้งภายนอกและภายใน”
ถ้าดีภายนอก ภายนอกก็ข้อวัตรปฏิบัติเป็นแบบอย่าง เป็นตัวอย่างให้กับหมู่คณะได้ แล้วดีภายใน ดีภายใน ต้องดีภายในก่อน ภายในต้องดี ภายในต้องจบต้องสิ้น มันถึงจะรู้เท่าทันกิเลสไง
“จะมีพระแบบท่านเจี๊ยะ แต่ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ จะมาหาเรา”
ท่านรู้ของท่าน แล้วท่านแสวงหาของท่าน
เวลาสิ่งที่สำคัญๆ ตอนที่หลวงปู่ฝั้นกับหลวงปู่อ่อนขึ้นไปหาท่านที่เชียงใหม่ เห็นไหม พระองค์ใดก็แล้วแต่นะ ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นนะ ต้องกระเสือกกระสนนะ หลวงปู่มั่นอยู่ในป่าในเขา ต้องตามไปๆ นะ แต่เวลาหลวงปู่ฝั้นไป ท่านลงมารับถึงวัดเจดีย์หลวงเลย
“อ้าว! ท่านอาจารย์มาทำไม”
“ก็มารับท่านไง”
ก็มารับท่านนั่นแหละ แล้วเอาท่านไปฝึก
เวลาท่านพ่อลี ท่านพ่อลีบวชแล้ว สมเด็จมหาวีรวงศ์ท่านเป็นอุปัชฌาย์ไง ก็ไปอุปัฏฐากสมเด็จอยู่นั่นน่ะ หลวงปู่มั่นท่านก็หาอุบายลงมา มารับท่านพ่อลีขึ้นไปเชียงใหม่ เวลาท่านพ่อลีบอกว่ามันติดมันขัดอย่างไร ท่านแก้ให้หมดเลย ท่านจะเอาไปให้ได้
เวลาพระองค์ใดที่จะสร้างประโยชน์กับพระพุทธศาสนา พระองค์ใดมีอำนาจวาสนาจะประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านเจาะเอาเลย แล้วตามไปเอาเลย
แต่พระอยู่ด้วยกัน เห็นไหม “ข้ามหัวผู้เฒ่ามา คนอื่นจะมาข้ามหัวผู้เฒ่านะ ออกไป ออกไป”
ไล่ออกอย่างเดียว
เวลาไล่ออกแล้ว เพราะอะไร เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ มาอยู่กับหลวงปู่มั่น มาอยู่กับครูบาอาจารย์ มันไม่เอาอ่าวเลย มะพร้าวก็ไม่เอา ไม่เอาอะไรเลย จะเอาแต่ว่าอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นต้องชื่นชมว่าฉันเป็นคนดี อยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นต้องบูชา มันเป็นอย่างนั้นหรือ
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ลงทั้งหัวใจ ลงทั้งชีวิต
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง “ถ้าเราตายเพื่อให้หลวงปู่มั่นดำรงชีพอยู่ เราเสียสละได้ทันทีเลย เรายอมตายทันทีเลย”
เห็นไหม นี่เบื้องหลังนะ ไม่ต้องเบื้องหน้า
แม้แต่เบื้องหลัง ยอมเสียสละชีวิตเพื่อให้ท่านอยู่ดำรงชีวิตต่อไปเลย แต่มันเป็นไปไม่ได้ แต่นี้เป็นความคิดในใจ มันเป็นความเคารพบูชาจากบุคคลที่หัวใจเป็นธรรม
เห็นไหม ท่านเจาะเอา เจาะเอานะ นี่พูดถึงว่าบุคคลที่จะประพฤติปฏิบัติได้
แล้วบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติไปอยู่กับท่าน ท่านก็เมตตา ท่านก็สงสาร ท่านรู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไร เพราะท่านเผชิญกิเลสมาก่อน ท่านผ่านมาแต่ละบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ท่านรู้จักหลานกิเลส ลูกกิเลส พ่อกิเลส ปู่กิเลส มันเป็นอย่างไร มันพลิกแพลงอย่างไร มันแสนเข็ญแค่ไหน แล้วท่านผ่านทะลุมาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา ท่านไม่รู้หรือ
แล้วไอ้พวกดาษเดื่อนอย่างนี้มันจะรู้ได้ มันเป็นไปอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ แต่ที่มันเป็นไปไง เป็นไปเพราะบุญวาสนา
นี่พูดถึงว่าอำนาจวาสนาของคนก่อน แล้วก็ย้อนกลับมาปฏิบัตินี่
ทีนี้เวลาปฏิบัติโดยทั่วไปๆ ปฏิบัติ ถ้ามันเป็นสมาธิก็เก่งแล้ว
ไอ้ที่ว่าสมาธิๆ กันอยู่นี่ มันเป็นไปไม่ได้
ถ้าเป็นศีล สมาธิ ปัญญา สมาธินะ สมาธิแต่ละบุคคล เราจะฝึกหัดกว่าจะเป็นสมาธิได้ มันมากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าเป็นสมาธิโดยข้อเท็จจริงมันมีความสุขไหม มีความสุข มันมหัศจรรย์
แต่โดยทั่วไป สมาธิๆ สมาธิอะไรของมึง เพราะอะไร เพราะมันทุศีล โกหกตัวเอง ตัวเองไม่เป็นอะไรเลย โมเมโมชัน มันชัวร์หรือมันมั่ว
แต่ถ้าเป็นหลวงปู่มั่น ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเราต้องชัวร์ ต้องชัวร์ สมาธิเป็นสมาธิ เพราะถ้าเป็นสมาธิมันสุขสงบ มันร่มมันเย็นไง ถ้าเป็นสมาธิมันสุขมันร่มมันเย็น มันเริ่มต้นวิปัสสนาได้ไง มันจะเริ่มต้นในการขุดคุ้ยค้นคว้าแสวงหามรรคผลในใจของเราได้
แต่ถ้ามันทำสมาธิไม่เป็นนะ มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันเป็นตรรกะ มันเป็นจินตนาการ แล้วจินตนาการมันจะจบลงที่ไหนล่ะ มันจินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า นี่พูดถึงถ้าไม่มีวาสนานะ ถ้าเป็นสมาธิจอมปลอม เพราะมันทุศีลไง
คำว่า “ทุศีล” ไม่มีขอบเขต บุคคลถ้าพูดโกหก ยังโป้ปดมดเท็จอยู่ มันจะทำความชั่ว ความชั่วที่เขาทำกันอยู่ ไม่ทำเลย เป็นไปไม่ได้ มันทำได้ทุกอย่าง คนเราถ้ามันทุศีล จิต ถ้ามันทุศีล สมาธิก็สมาธิจอมปลอม มันเอาสมาธิจริงๆ มาจากไหน มันไม่มีไง
แต่ถ้ามันมี เห็นไหม สมาธิก็คือสมาธิไง พอมีสมาธิแล้ว ถ้าทำสมาธิได้แล้วจะเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมอะไรไปหรือ
เทวดา อินทร์ พรหมมันอยู่ที่บุญที่บาป สมาธิมันเป็นสมาธิ ถ้าทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิ ได้บุญไหม ได้บุญ เพราะอะไร เพราะสมาธิ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ กาฬเทวิล เขาไปนอนบนพรหมได้ เขาระลึกได้ ระลึกการเกิดและการตายได้ ๔๐ ชาติ ย้อนอดีตอนาคตได้ ๔๐ ชาติ กาฬเทวิล ทำสมาธิมีความสามารถอย่างนี้ มีคุณวิเศษอย่างนี้ นี่ทำสมาธิ
สมาธิมันเป็นสมาธิ
จะบอกว่า พอทำสมาธิแล้วมันจะเกิดปัญญา มันจะมีปัญญา มันจะมีมรรคมีผล
ไม่ใช่ ไม่หรอก
สมาธิคือสมาธิ ปัญญาคือปัญญา
ในพระพุทธศาสนา ในสังคมของปัญญาชน ท่านบอกว่า ต้องสามัคคีธรรม ต้องมีความสามัคคี ต้องมีความรักใคร่ ต้องช่วยเหลือเจือจานกัน นี้เป็นประเพณีวัฒนธรรม สังคมที่ดีงาม เกิดในสภาคกรรมในสังคมที่ดีงาม จะมีความสุขความสงบ มีความดีงามมากมาย
ฉะนั้น ในการประพฤติปฏิบัติไง ถ้ามันจะมรรคสามัคคี มรรคสามัคคี สติชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ปัญญาชอบ สติชอบ มรรค ๘ ต้องสามัคคี
แล้วไปเอาที่ไหนมาสามัคคีล่ะ เพราะกูไม่รู้จักมันสักคน กูไม่รู้จักเลย สติเป็นอย่างไร สมาธิเป็นอย่างไร ความเพียรชอบเป็นอย่างไร แล้วจะเอาใครมาสามัคคีล่ะ
นี่ไง สังคมที่จะดีงาม เขาบอกว่า ต้องมีความสามัคคี ต้องรักใคร่กัน ต้องช่วยเหลือเจือจานกัน
ใช่ เพราะมันเป็นบุคคลธรรมดา บุคคลธรรมดามันเกิดโดยบุญและบาป การกำเนิดในครรภ์ ในไข่ น้ำครำ ในโอปปาติกะ เขากำเนิดโดยบุญโดยกรรมของเขา มันเป็นบุคคลคนธรรมดา แล้วบุคคลธรรมดาเกิดมาเป็นสังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สังคมอยู่ด้วยกันด้วยความรักความใคร่ สังคมอยู่ด้วยกันด้วยความดีงาม แต่มันดีงามแค่ไหนล่ะ
มันดีงามต่างคนต่างทัศนคติ ต่างมุมมอง ก็มีศีลมีธรรมขึ้นมาให้เป็นสิ่งร้อยรัด ให้เป็นความสามัคคี แล้วทำสมาธิได้ เป็นคนดีๆ แล้วสามัคคีอย่างไรล่ะ
มรรคสามัคคี อัญญาโกณฑัญญะไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เขาเกิดมรรคเกิดผล เกิดอย่างไร เกิดจากการกระทำของเขา เขามีสติของเขา มีสติก็ทำสมาธิได้นี่ไง ทำสมาธิมันก็เป็นสมาธิ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม สมาธิก็คือสมาธิ แต่สมาธิมีความสุขนะ นี่ไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แต่พระพุทธศาสนามันมหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา แล้วปัญญามันเกิดอย่างไรล่ะ
เกิดจากการภาวนา เกิดจากปัจจัตตัง เกิดจากสันทิฏฐิโก จากการเห็นจริงในใจของตน ไม่ใช่เกิดจากตำรา ไม่ใช่เกิดจากการคาดเดา ไม่เกิดจากจินตนาการ ไม่เกิดจากใดๆ ทั้งสิ้น มันต้องเกิดจากการภาวนา เกิดจากข้อเท็จจริง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแบบพระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรม
แล้วมันชอบธรรม มันเอียงกระเทเร่ไง ตทังคปหานไง รู้ชั่วครั้งชั่วคราว รู้ทัศนคติ รู้ตามมุมมองของตน ไม่รู้โดยรอบไง เพราะมันไม่มรรคสามัคคี ไม่สมุจเฉทปหาน นิโรธ ด้วยมรรค ๘ ขณะไง ถ้ามันเป็นจริงไง
เห็นไหม คำถาม คำถามมันติดสบาย ติดสุข
มันก็เป็นสมาธิไง ก็ดีแล้ว ถูกต้องชอบธรรมไง มันเป็นสมาธิ แต่เราต้องมีความชำนาญ
การทำสมาธิ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์นะ เวลาหลวงตาพระมหาบัวไง เวลาจิตมันเสื่อม แก้ไขไม่เป็น เพราะอะไร เพราะปุถุชน ไม่รู้เรื่องไง แต่พอท่านปฏิบัติเป็นของท่านแล้วนะ มันจะเสื่อมไปไหนวะ
ถ้าเราธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เรามีสติ เรามีคำบริกรรม เรามีการรักษา มันจะเสื่อมไปไหน เพราะมันเกิดจากตรงนี้ เกิดจากบริกรรมพุทโธๆๆ เกิดจากคำบริกรรม
เหมือนคนออกกำลังกายเลย มึงไปวิ่งสิ เช้าวิ่งแม่งอยู่นั่นน่ะ ดูซิ ร่างกายจะดีไหม เว้นไว้แต่ให้มันถูกนะ อย่าไปกระแทกจนเข่าเสียนะ ถ้ามันทำถูกต้องชอบธรรมมันต้องเกิด
ฉะนั้นว่า ถ้าสมาธิ เราก็บริกรรมพุทโธ สัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องชอบธรรม ธรรมทั้งหลายมันมาแต่เหตุ ถ้าชำนาญในการเข้าและการออก มันจะชำนาญในการเข้าและการออก เห็นไหม จิตที่สูงกว่า ดึงจิตที่ต่ำกว่า
เราเป็นปุถุชนคนหนา เราปฏิบัติไม่เป็น แล้วเราเริ่มปฏิบัติ เราถึงไม่รู้ไงว่าอะไรมันคือเหตุ อะไรมันคือผล อะไรมันคือการกระทำ ก็มั่วมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่พอมั่วมันก็ส้มหล่นไง เป็นได้บางครั้งบางคราว เออ! ดีเว้ย
ก็จำความดีอันนี้ไว้สิ แล้วทำต่อไป ถ้าเหตุผลมันได้ มันก็จะดีอย่างนี้อีก พอดีบ่อยครั้งเข้า ชำนาญเข้า ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก มันก็ถูกต้องไง มันก็ดีงามขึ้นมา นี่สมาธิ สมาธิคือสมาธิ
จะบอกว่า ทำสมาธิมันติดในความสุข ติดในความสบาย
เพราะมันมีสติมีปัญญา มันถึงพูดคำนี้ไง นี่พูดถึงผู้ถามเขาเขียนเอง แล้วเขาบอกเองนะว่ามันติดสบาย แล้วติดสบาย แล้วอยากได้อีก ทำอย่างไร ไปฟังเทศน์หลวงปู่สุวัจน์ ท่านบอกว่า การจะเข้าสมาธิมันมีอยู่ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือฟุ้งซ่านก่อน ฟุ้งซ่านแล้วค่อยเข้าสมาธิ
นี่ฟุ้งซ่าน เวลามันคิดยากมากมาย เราก็พยายามแก้ไขมัน แก้ไขมัน เพราะว่าจริตนิสัยไง คนที่มันชอบ มันติด มันติด ไอ้คนที่ไม่ชอบมันไม่สนใจ มันไม่เห็นติดเลย มันไปติดอย่างอื่น
มันติดแน่นอน แต่ติดในแง่มุมใด ในกิเลสประเภทใด แล้วมันก็ต้องค่อยๆ แก้ไขของมันไป
ฉะนั้น เขาบอกอย่างที่ ๒ มันมีสติดี แล้วมันมีสบายๆ แล้วเข้าสมาธิไป
มันก็แบบว่าจริตนิสัยของคน
นี่หลวงปู่สุวัจน์ท่านก็อธิบายในประสบการณ์ของท่าน
ทีนี้คำถามไง ถ้าหากเจอความสบาย หลังจากที่สติมันดีมากๆ ก่อนที่จะให้รวม จะต้องมีแง่มุมทำอย่างใดมาช่วยเหลือเจือจาน จะให้มันก้าวหน้าผ่านไป
ฝึกหัดทำสมาธิของเรา ฝึกหัดบริกรรมพุทโธ อานาปานสติ ปัญญาอบรมสมาธิ เพราะถ้ามันเคยชินหรือกิเลสมันพองตัวแล้ว มันทำอะไรไม่ได้หรอก เราก็พยายามจะเอาชนะมันโดยสติปัญญาของเรา นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ แล้วน้อมไปให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันถึงจะเห็นกิเลส มันถึงจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันถึงจะเป็นการเจริญก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติในแนวทางพระพุทธศาสนา ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา
ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา เพราะมีสติ สมาธิ ปัญญา เพราะมันมีสติ มันมีสมาธิ แล้วมันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
แต่โดยสามัญสำนึกโดยทั่วไป เขาไม่มีสมาธิ เขาเป็นปุถุชน ปุถุชนคนหนา คนหนา คนหยาบ คนไม่มีความละเอียดรอบคอบ แล้วไปนึกถึงสติปัฏฐาน ๔ นึกถึงสติปัฏฐาน ๔ มันเป็นการจินตนาการ มันเป็นความรู้ความเห็นของเขา นั้นเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของสังคม เราไม่ต้องไปยุ่งกับเขา นั่นเรื่องของเขา
แต่ถ้าเป็นความจริงแบบคำถามไง
แล้วจะมีธรรมแง่ใด ประเภทใด จะให้ก้าวผ่านไป
จะให้ก้าวผ่านสิ่งนี้ ชำนาญในวสี พอเรามีความชำนาญแล้วจบหมดเลย เหมือนนายช่าง แค่ฟังเสียงเครื่องยนต์เขารู้เลยมันชำรุดอะไร เพราะเขาชำนาญมาก
นี่เหมือนกัน ถ้าเราชำนาญในวสีคือเราชำนาญมาก สมาธิไม่เป็นอุปสรรคเลย สมาธิไม่เห็นเป็นอุปสรรคอะไรเลย แต่กูยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น พระกรรมฐานตายตรงนี้หมดเลย
เพราะถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้นะ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเห็นกิเลส พอเห็นกิเลสแล้ว
ถ้ามันเห็นกิเลสแล้วมันก็จับอะไรไม่ได้ เห็นคือเห็นไง
แต่เห็นแล้วจับต้องได้ เห็นแล้วมีความสามารถแยกแยะได้ นั้นถึงจะเป็นวิปัสสนา ถ้าเป็นวิปัสสนา ปัญญาที่เกิดขึ้นกับเรา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ชัดๆ ชัดมากๆ
แต่คนที่มันไม่รู้ๆ เพราะมันไม่เคยมีภาวนามยปัญญาไง มันถึงเอาปัญญามากองกัน แล้วแยกออกเป็น ๓ สุตะ จินตะ ภาวนา อันนี้เป็นโลกียะ อันนี้เป็นโลกุตตระ
มันก็ปัญญาเดิมนั่นแหละ มันก็เป็นปัญญากองเก่าๆ นั่นแหละ มันเอามากองไว้แล้วมันมาแยกคัดประเภทของมันเอง แล้วมันก็อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว ลิงหลับ ลิงหลับเลย แต่ไม่มีความจริง
แต่ถ้าจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วใช้สติปัญญาแยกแยะนะ เออ! เพราะอะไร นี้คือประเภทของภาวนามยปัญญา อ๋อ! ปัญญาอย่างนี้หรือ เฮ้ย! มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ ปัญญาอย่างนี้ ปัญญาอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาจากภาวนา ปัญญาอย่างนี้มันเกิดจากพุทธะ เกิดจากจิตที่สงบ เกิดจากจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันเคลื่อนไปโดยปัญญาในตัวของมันนะ มันจะเกิดภาวนามยปัญญา พอมันเกิดภาวนามยปัญญา เพราะคนนี้เป็นเจ้าของ คนนี้เป็นผู้ประสบการณ์ มัน อ๋อ! สุตะเป็นอย่างนั้นเว้ย อารมณ์อย่างนั้น
เราไม่เคยศึกษาหรือ เราไม่เคยใช้ปัญญาหรือ เราไม่เคยเล่าเรียนใช่ไหม สุตมยปัญญา จบดอกเตอร์ไง ศาสตราจารย์ไง จินตมยปัญญา นักวิทยาศาสตร์ที่เขาวิเคราะห์วิจัยของเขา นั่นวิเคราะห์วิจัยด้วยหน้าที่การงานของเขานะ แต่นักเขียน โอ้โฮ! ได้รางวัล โอ้โฮ! เหมือนกัน นั่นก็จินตมยปัญญา โธ่! ผู้ชนะสิบทิศ ไอ้พวกคนเฒ่าคนแก่มันรอเลยนะ ตีพิมพ์เมื่อไหร่ จินตมยปัญญา
เวลามันเกิดภาวนามยปัญญา มันไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลย ปัญญาล้วนๆ เกิดจากสัมมาสมาธิ เกิดจากจิตดวงนั้น เกิดจากสิ่งเป้าหมายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ คือรื้อหัวใจของสัตว์ มันเกิดบนหัวใจ เกิดบนภวาสวะ มันเกิด โอ้โฮ! อันนี้ต่างหากภาวนามยปัญญา อันนี้ที่ว่าโลกุตตระๆ เอ็งรู้จักหรือเปล่า
มันไม่เคยรู้ มันไม่เคยเห็น ถ้ามันรู้มันเห็นแล้วมันเรื่องธรรมดาไง มันเรื่องธรรมดา สุตะเป็นอย่างนั้น จินตะเป็นอย่างนั้น นี่ภาวนา แต่คนมันไม่เคยมี มันไม่เคยมีภาวนามยปัญญา มันไม่เคยมี ไม่เคยเห็น มันก็เลยเอาปัญญามากองแล้วแบ่งกันนะ ร้อยแปดเลย
อันนี้คำถามถามว่า แล้วมันจะมีธรรมะแง่ใดล่ะที่จะทำให้หนูภาวนาดีขึ้น
มันอยู่ที่วาสนา อยู่ที่การขุดคุ้ย การจับประเด็นของเราไง ถ้าเราจับประเด็นในใจได้ เราตั้งแง่มุมใดได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กับเราไง
นี่พูดถึง ติดสมาธิ ติดสุข
มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่เราอยากพูด เพราะอะไร เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงจากผู้ถามไง
แต่โดยทั่วไปเวลาถามมา เราตอบไป เขาจะบอกว่าเราเป็นคนพาล เที่ยวว่า เที่ยวติ เที่ยวเตียนคนนู้นคนนี้ไง
แต่นี่เขียนมาเองเลย ติดสบาย ติดสุข ติดสมาธิไง แล้วจะทำอย่างไรให้มันก้าวหน้า
ก้าวหน้าก็ทำให้มันชำนาญ รักษามันได้ ควบคุมดูแลได้ แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันถึงจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนา ปัญญาแบบในวงกรรมฐานจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา โลกียะ โลกุตตระ โลกกับธรรม สัจจะความจริงมันชัดเจนในตัวของมัน เอวัง